ข่าวยอดฮิต

ความมุ่งมั่น ที่กลายมาเป็นดาบสองคมของ หงส์แดง

Posted : May 6th, 2014 by admin (378 Views)

เชื่อว่าเหล่า ‘เดอะ ค็อป’ ทั่วทั้งประเทศหรือทั่วโลกคงจะข่มตาหลับไม่ลงเป็นแน่ เมื่อเสียงนกหวีดที่สนามเซลเฮิร์ทส์ ปาร์คดังยาวขึ้นมาจากเกมที่ป่นจิตใจของพวกเขาแหลกละเอียด จากความหวังกลายเป็นความผิดหวังอย่างหาคำใดเปรียบไม่ได้

ลิเวอร์พูลกำลังอยู่ในฤดูกาลที่พวกเขาเข้าใกล้แชมป์พรีเมียร์ ลีกสมัยแรกและแชมป์ลีกสูงสุดในรอบ 24 ปีมากกว่าปีใดๆ มีคะแนนเท่ากับแมนเชสเตอร์ ซิตี้จ่าฝูงร่วมบนตาราง ขณะที่เกมเหลือเพียง 2 นัดเท่านั้น แน่นอนว่าเป้าหมายหลักของพวกเขาคือการเก็บ 6 คะแนนเต็มเพื่อกดดันทางฝั่ง “เรือใบ” พร้อมกับลุ้นให้สะดุดกันไปในตัว

liver

แต่นั่นไม่ใช่เพียงเป้าหมายเดียวที่ขุนพล “หงส์แดง” ตั้งใจที่จะทำก่อนลงโม่แข้งกับคริสตัล พาเลซ

ช่องว่างประตูได้เสีย 9 ลูกคือสิ่งที่ลูกทีมของเบรนแดน ร็อดเจอร์สต้องการลบให้มันหายไป พวกเขาไม่ได้ต้องการเพียงแต่ที่จะเฝ้ารอขอให้แมนฯซิตี้สะดุดเพียงเท่าเดียว แต่หากอยากที่จะกุมชะตาของตัวเองเอาไว้เมื่อถึงนัดสุดท้ายของฤดูกาล

เราจึงได้เห็น ‘ความมุ่งมั่น’ ของนักเตะลิเวอร์พูลที่แผดออกมาให้ทุกคนได้สัมผัสไม่ว่าจะในสนามหรือหน้าจอ ทีวี ว่าพวกเขาต้องการทำประตูให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยเฉพาะหลังจากซัวเรซทำประตูที่ 3 ให้กับทีมได้ก่อนที่จะครบหนึ่งชั่วโมงของการแข่งขันด้วยซ้ำ

แต่ใครจะรู้ว่าสิ่งนี้เองที่ทำให้พวกเขาต้องพบกับเกมอันสุดแสน ‘ดราม่า’ ที่สุดนัดหนึ่งในชีวิตการค้าแข้งของนักเตะบางคนในทีม เมื่อสกอร์ 3-0 ที่ทำไว้อย่างสวยหรูกลับกลายเป็น 3-3 เมื่อจบ 90 นาที พร้อมกับฝันอันแสนเลือนลางที่จะได้เป็นแชมป์พรีเมียร์ ลีก เพราะตอนนี้ทุกอย่างหันไปที่แมนเชสเตอร์ ซิตี้ทั้งหมด

แล้วอะไรคือความมุ่งมั่นที่ว่าที่ทำให้ “หงส์แดง” ต้องมาตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ บางคนอาจจะเรียกว่าเป็นความประมาท ส่วนกองแช่งที่เฮฮากันไม่หยุดก็อาจจะเรียกว่าเป็นความมั่นใจเกินเหตุ(หรือ หลงตัวเอง) แต่ไม่ว่าใครจะเรียกสิ่งนี้ว่ายังไง ที่แน่นอนเลยก็คือมันทำให้พวกเขาพลาด 3 คะแนนที่สำคัญที่สุดในช่วงโค้งสุดท้ายนี้ไป

สังเกตุได้ว่าในช่วงครึ่งแรกจนถึงต้นครึ่งหลังนั้น ลิเวอร์พูล เล่นได้ตามเกมของพวกเขาเอง ทำได้ตาม ‘เป้าหมายหลัก’ ที่วางมาไว้ซึ่งนั่นก็คือการทำประตูเพื่อเก็บ 3 คะแนนให้ได้เสียก่อนในเกมนี้

แต่ทว่าเมื่อได้ประตูที่ 2 และ 3 ตามติดกันมา ทุกอย่างก็เปลี่ยนไปในทันที มันไม่ใช่การลงเล่นเพื่อคว้า 3 คะแนน แต่เชื่อเลยว่านักเตะทุกคน สต๊าฟและแฟนบอลในสนามเริ่มคิดไปในทางเดียวกันว่า เกมนี้พวกเขาชนะได้อย่างแน่นอน ขึ้นอยู่กับว่าสกอร์เท่าไหร่? ถ้าอย่างนั้นทำไมไม่ถลุงให้เต็มข้อกันไปเพื่อลดช่องว่างประตูได้เสียซะเลย ล่ะ?

ด้วยเหตุนี้เราจึงเห็นนักเตะของ ลิเวอร์พูล ดีใจแต่พองาม พร้อมกับรีบวิ่งเอาบอลไปเขี่ยเพื่อที่จะเริ่มเกมให้เร็วที่สุดและทำประตูที่ 4 ให้ได้ไวที่สุดเท่าที่จะทำได้ ตรงนี้เองที่เป็นจุด ‘เคลื่อน’ ของคำว่าชัยชนะที่พวกเขากำเอาไว้ในมืออย่างแท้จริง

จังหวะของเกม “หงส์แดง” เปลี่ยนไปทันที ทุกอย่างเร็วขึ้น ไวขึ้น เพื่อที่จะเร่งให้ได้ประตูต่อไปได้ทันท่วงที แต่สิ่งที่ตามมาจากจังหวะที่เพิ่มขึ้นก็คือความกดดันที่พร้อมจะโถมเข้าหาพวก เขาถ้าหากว่าไม่สามารถทำประตูเพิ่มได้ในช่วงที่แรงฮึดยังมีกันอยู่ พวกเขายอมเสี่ยงที่จะวัดกับใจของตัวเองและผลลัพธ์ก็ออกมาอย่างตรงกันข้ามที่ สุด

หลังทุ่มกันอย่างหนัก วิ่งใส่แบบไม่มีหยุดกันแทบจะทั้งทีม ประตูที่ 4 ที่พวกเขาต้องการกลับไม่ปรากฏ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือความเหนื่อยล้าและพลังใจพลังกายที่ลดถอย สวนทางกับคริสตัล พาเลซที่แม้ว่าตอนแรกจะเหมือนมวยพร้อมโดนน็อคยืนให้ต่อยซะน่วม แต่ดันไม่ร่วงสักที แถมคู่แข่งยังดูเหมือนจะป้อแป้ไปเอง แรงฮึดที่เคยเกิดขึ้นกับทีมเยือนจึงย้ายฝั่งมาอยู่กับเจ้าบ้านแทน

ประตูแรกของพาเลซอาจจะพกดวงมาด้วยนิดหน่อยเมื่อ เดลานีย์ ซัดบอลไปแฉลบตัวจอห์นสันในนาทีที่ 79 แต่นี่เหมือนค้อนปอนด์ที่ทุบลงบนหัวของนักเตะ “หงส์แดง” ทุกคน มาถึงจุดนี้สภาพจิตใจของพวกเขาปั่นป่วน ตอนแรกเหมือนทุกอย่างจะเข้าทาง แต่พอจะทำประตูเพิ่มกลับไม่ได้ ซ้ำยังโดนตีไข่แตก พวกเขาต้องทำยังไง?

คำถามนี้ผุดขึ้นมาพร้อมกับการรอการตัดสินใจของนายใหญ่ที่เป็นคนผลักดันทีม ให้ก้าวมาไกลจนถึงจุดนี้และคำตอบที่ได้จาก ร็อดเจอร์ส ที่ยืนอยู่ข้างสนามก็คือการเปลี่ยนเอา สเตอร์ลิ่ง ออกและส่ง คูตินโญ่ ลงสนามแทน เป็นนัยว่าไม่มีอะไร ให้เดินหน้าทำเกมรุกต่อไป

แต่แล้วความมุ่งมั่นที่กำลังพยายามจะก่อตัวขึ้นมาใหม่ของพวกเขาก็ถูกทำให้ หยุดชะงักจนแทบจะหายไปเมื่อมาโดนลูกที่ 2 อย่างรวดเร็วเพียงแค่อีก 2 นาทีต่อมาเท่านั้น พนันกันได้เลยว่าตอนนี้นักเตะลิเวอร์พูลหัวโล่งจนคิดอะไรกันไม่ออก สถานการณ์เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงและความกดดันมีเพิ่มเป็นทวีคูณ พวกเขาควรที่จะบุกต่อหรือทิ้งเกมลงไปตั้งรับเพื่อรักษา 3 คะแนนที่มีค่าเอาไว้ก่อน แต่มันก็ถูกยืนยันอย่างหนักหนักอีกครั้งจากร็อดเจอร์สว่าต้องลุยด้วยการส่ง โมเสส ลงไปแทน สเตอร์ริดจ์

บุกแล้วจะยิงเพิ่มได้ไหม? ถ้าพลาดโดนตีเสมอขึ้นมาจะทำยังไง? เมื่อกี้เรายังนำอยู่ 3-0 เลยไม่ใช่หรอ? คำถามเหล่านี้หรืออาจจะมากกว่านี้วิ่งวนในหัวของนักเตะลิเวอร์พูล แต่ยังไม่ทันจะตกผลึก สิ่งที่พวกเขาไม่อยากให้เกิดขึ้นที่สุดก็มาถึง เมื่อ เกล ทำประตูที่ 2 ของตัวเขาเองและเป็นประตูตีเสมอให้กับคริสตัล พาเลซในนาทีที่ 88

จากนี้ไปคงไม่ต้องอธิบายกันเพิ่มเติมว่าอารมณ์ ความรู้สึกและสภาพจิตใจของนักเตะในสนามจะเป็นเช่นไร …

นี่ถือว่าเป็นการเดิมพันราคาแพงของ ร็อดเจอร์ส ที่ปล่อยให้ความรู้สึกเอ่อล้นท่วมท้นขึ้นมาในจิตใจของนักเตะลิเวอร์พูลจนยาก เกินจะควบคุมเมื่อตอนนำ 3-0 จนผมเชื่อว่ามันเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้ทีมเล่นกันผิดจังหวะและหลุดออกไปจาก เกมที่ตัวเองทำเอาไว้มาได้ดีอยู่แล้ว

อาจจะพูดได้ว่าเก่งหลังเกมหรือเป็นกูรูหลัง จบ 90 นาที แต่หากลองคิดกันเล่นๆดูว่าในตอนที่สกอร์นำ 3-0 ร็อดเจอร์สสั่งให้ลูกทีมรักษาระดับการเล่น ไม่ต้องรีบ ใช้เกมที่แน่นและเอาชัวร์ไว้ก่อนเพื่อเน้นสกอร์ 3-0 แล้วค่อยๆถ่ายบอลเพื่อแหวกช่องของพาเลซ ยิงไม่ได้ไม่เป็นไรแต่อย่าให้เสียก็พอ ผลลัพธ์คงไม่ออกมาเป็นเช่นนี้ เพราะเห็นได้ชัดเลยว่าประตูที่ 2 และ 3 ที่ลิเวอร์พูลเสียไปมาจากจุดอ่อนด้านเกมรับและความดุดันในการตั้งใจที่จะ ป้องกัน

เชื่อเหลือเกินว่าถ้าหากเป็นพี่บิ๊กทีมอื่น จังหวะสวนกลับของพาเลซก่อนจะได้ประตูที่ 2 นั้น โบลาซี่ ที่ลากมาตั้งแต่แดนตัวเองน่าจะโดนเตะคว่ำไปก่อนแล้วอย่างแน่นอน ไม่ว่าจะในจุดของ คูตินโญ่ หรือ จอห์นสัน ก็ตาม เพื่อตัดโอกาสเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น รวมทั้งประตูตีเสมอที่ระยะห่างของการประกบตัวมีเยอะจนน่าคิดว่าช่องว่าง ระหว่างกองกลางและแผงแบ็คโฟร์กับแบ็คด้วยกันนั้นมีมากขนาดนั้นได้อย่างไร

ความมุ่งมั่นของพลพรรค “หงส์แดง” ในเกมนี้เป็นสิ่งที่น่าชื่นชมกับการทุ่มเทหวังที่จะกุมชะตาของตัวเอง แต่หากมันเป็นเพียงแค่พลังใจที่ปราศจากความระมัดระวังด้านแท็คติกในโลกของ เกมฟุตบอลที่ต้องใช้มากกว่าหนึ่งหรือสองอย่างเพื่อก้าวขึ้นสู่บัลลังก์แชมป์ แล้วนั้น

มันก็จะกลายเป็นคมดาบที่หันเข้ามาทำร้ายพวกเขาเองและเป็นแผลเป็นที่ติดตัวไป อีกนานแสนนาน หากไร้ซึ่งปาฏิหาริย์จนจบเกมสุดท้ายของพรีเมียร์ ลีกฤดูกาล 2013-2014 เท่านั้นแหละครับ …

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

Comments

Leave a Reply